เบื้องหลังประกายที่สวยงามของเพชรแล็บ Lab Grown Diamond คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องควบคุมรายละเอียดอย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเลือกเมล็ดเพชร แหล่งคาร์บอน อุณหภูมิ แรงดัน ไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายในเครื่องผลิต หากควบคุมปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่เหมาะสม ผลึกที่ได้อาจมีสี ตำหนิ หรือโครงสร้างที่ไม่เป็นไปตามคุณภาพที่ต้องการ
ปัจจุบันวิธีการผลิตเพชรแล็บ หรือ Lab Grown Diamond ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอัญมณีมี 2 กระบวนการหลัก ได้แก่ HPHT และ CVD แม้ทั้งสองวิธีจะใช้หลักการและเครื่องมือแตกต่างกัน แต่มีจุดหมายเดียวกัน คือทำให้อะตอมของคาร์บอนเรียงตัวเป็นโครงสร้างผลึกเพชร บทความนี้จะพาไปดูทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบตั้งต้น จนกลายเป็นเพชรที่พร้อมนำไปเจียระไนและตรวจคุณภาพ
Lab Grown Diamond ผลิตขึ้นได้อย่างไร
เพชรแล็บ Lab Grown Diamond ผลิตขึ้นภายในห้องปฏิบัติการที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างละเอียด กระบวนการผลิตไม่ได้เริ่มต้นด้วยการหลอมวัสดุให้มีรูปร่างคล้ายเพชร แต่เป็นการสร้างผลึกเพชรขึ้นจริงจากอะตอมของคาร์บอน โดยอาศัยเมล็ดเพชรขนาดเล็กเป็นฐานสำหรับการเติบโต
เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตจะสร้างสภาวะที่เหมาะสมให้อะตอมของคาร์บอนเคลื่อนตัวไปเกาะบนเมล็ดเพชรอย่างต่อเนื่อง เมื่อกระบวนการดำเนินไป คาร์บอนจะค่อย ๆ เรียงตัวตามโครงสร้างผลึกเดิมจนเกิดเป็นเพชรดิบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
หลักการสำคัญคือการเปลี่ยนคาร์บอนให้เป็นเพชร
คาร์บอนสามารถปรากฏอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น แกรไฟต์และเพชร แม้จะประกอบด้วยธาตุชนิดเดียวกัน แต่การจัดเรียงตัวของอะตอมแตกต่างกันอย่างมาก การผลิตเพชรจึงต้องสร้างสภาวะที่ทำให้อะตอมคาร์บอนเรียงตัวเป็นโครงสร้างผลึกแบบเพชรแทนที่จะกลายเป็นแกรไฟต์หรือคาร์บอนรูปแบบอื่น
เมล็ดเพชรทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้อะตอมใหม่เรียงตัวต่อจากโครงสร้างเดิม กระบวนการนี้ต้องควบคุมความร้อน แรงดัน แหล่งพลังงาน และความบริสุทธิ์ภายในระบบอย่างสม่ำเสมอ เพราะสิ่งเจือปนเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อสี ความสะอาด และลักษณะการเติบโตของผลึกได้
ขั้นตอนก่อนผลิตเพชรแล็บต้องเตรียมอะไร
ก่อนเริ่มกระบวนการผลิต ผู้ผลิตต้องเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ให้เหมาะกับวิธีที่เลือกใช้ HPHT ต้องใช้เครื่องกดแรงดันสูงและตัวกลางโลหะสำหรับช่วยละลายคาร์บอน ส่วน CVD ต้องใช้ห้องปฏิกิริยาที่ควบคุมก๊าซ ความดัน และพลังงานสำหรับสร้างพลาสมา
คุณภาพของวัตถุดิบตั้งต้นมีผลโดยตรงต่อผลึกที่ได้ การเตรียมพื้นผิวเมล็ดเพชร ความสะอาดของห้องผลิต และความเสถียรของเครื่องจักรจึงต้องผ่านการตรวจสอบก่อนเริ่มทุกครั้ง
เมล็ดเพชรตั้งต้น
![]()
เมล็ดเพชรคือชิ้นผลึกเพชรขนาดเล็กที่ใช้เป็นฐานให้เพชรเม็ดใหม่เติบโต อาจเป็นเมล็ดเพชรที่ผลิตจากกระบวนการ HPHT หรือ CVD มาก่อนก็ได้ โดยต้องเลือกผลึกที่มีโครงสร้างเหมาะสมและไม่มีความเสียหายรุนแรง
สำหรับกระบวนการ CVD เมล็ดเพชรมักถูกตัดเป็นแผ่นบางและขัดพื้นผิวให้เรียบ พื้นผิวที่สะอาดและสม่ำเสมอช่วยให้อะตอมคาร์บอนสะสมตัวได้เป็นระเบียบมากขึ้น ส่วนกระบวนการ HPHT มักใช้เมล็ดเพชรขนาดเล็กวางอยู่ในตำแหน่งที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าแหล่งคาร์บอนเล็กน้อย
แหล่งคาร์บอนบริสุทธิ์
![]()
กระบวนการ HPHT มักใช้แกรไฟต์หรือผงคาร์บอนที่มีความบริสุทธิ์สูงเป็นวัตถุดิบ คาร์บอนจะถูกละลายผ่านโลหะหลอมเหลว ก่อนเคลื่อนตัวไปตกผลึกบนเมล็ดเพชร
กระบวนการ CVD ใช้ก๊าซที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ โดยมักใช้มีเทนร่วมกับไฮโดรเจน ก๊าซจะถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจนแตกตัวเป็นอนุภาคที่มีความไวต่อปฏิกิริยา จากนั้นอะตอมคาร์บอนจึงค่อย ๆ สะสมลงบนแผ่นเมล็ดเพชร
เครื่องมือควบคุมแรงดัน อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม
เครื่องผลิต HPHT ต้องสร้างแรงดันและอุณหภูมิสูงมากภายในแคปซูลขนาดเล็ก เครื่องจักรจึงต้องมีความแข็งแรงและควบคุมความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างแหล่งคาร์บอนกับเมล็ดเพชรได้อย่างแม่นยำ
เครื่อง CVD ใช้แรงดันต่ำกว่า แต่ต้องควบคุมส่วนผสมของก๊าซ อัตราการไหล อุณหภูมิ และความเสถียรของพลาสมาอย่างต่อเนื่อง ความผิดปกติภายในห้องปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดคาร์บอนที่ไม่ใช่เพชร หรือทำให้ชั้นผลึกเติบโตไม่สม่ำเสมอ
วิธีผลิตเพชร HPHT ทีละขั้นตอน

การผลิตเพชร HPHT คือการทำให้คาร์บอนเติบโตเป็นผลึกเพชรภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง โดยมีเมล็ดเพชรเป็นจุดเริ่มต้น ชื่อ HPHT ย่อมาจาก High Pressure High Temperature ซึ่งอธิบายสภาวะหลักที่ใช้ในกระบวนการนี้
หัวใจของวิธีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การ “อัดคาร์บอนให้เป็นเพชร” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องจัดวางวัตถุดิบและควบคุมความแตกต่างของอุณหภูมิ เพื่อให้คาร์บอนเคลื่อนตัวไปตกผลึกบนเมล็ดเพชรได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมเมล็ดเพชรและวัตถุดิบสำหรับการเติบโต
ผู้ผลิตใส่เมล็ดเพชร แหล่งคาร์บอน เช่น กราไฟต์ และส่วนผสมของโลหะลงในแคปซูลสำหรับการเติบโตของผลึก โลหะที่ใช้อาจประกอบด้วยเหล็ก นิกเกิล หรือโคบอลต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายและช่วยให้เพชรเติบโตในสภาวะที่เหมาะสม
เมล็ดเพชรมีหน้าที่เป็นต้นแบบให้คาร์บอนเรียงตัวต่อเป็นโครงสร้างผลึกเพชร ส่วนแหล่งคาร์บอนเป็นวัตถุดิบที่ช่วยให้ผลึกมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงไม่ใช่การนำเพชรเม็ดเล็กหลายเม็ดมาหลอมรวมกัน
ภายในแคปซูล แหล่งคาร์บอนจะอยู่ในบริเวณที่ร้อนกว่า ขณะที่เมล็ดเพชรอยู่ในบริเวณที่เย็นกว่าเล็กน้อย การจัดวางนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้คาร์บอนเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่ต้องการให้ผลึกเติบโต
ขั้นตอนที่ 2 สร้างสภาวะแรงดันและอุณหภูมิสูง
แคปซูลจะถูกนำเข้าเครื่องกดแรงดันสูง จากนั้นผู้ผลิตจะเพิ่มแรงดันและอุณหภูมิให้เหมาะกับการเติบโตของเพชร โดยสภาวะที่ใช้โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1,300–1,600 องศาเซลเซียส และแรงดัน 5–6 กิกะปาสกาล (GPa) ทั้งนี้ ค่าที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับระบบและเงื่อนไขการผลิต
เมื่อโลหะภายในแคปซูลหลอมเหลว คาร์บอนจะละลายอยู่ในโลหะและเคลื่อนตัวไปยังบริเวณที่มีเมล็ดเพชร ดังนั้น การเพิ่มความร้อนหรือแรงดันให้สูงขึ้นอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ต้องควบคุมสภาวะภายในให้สัมพันธ์กันด้วย
ขั้นตอนที่ 3 ให้คาร์บอนตกผลึกบนเมล็ดเพชร
คาร์บอนที่ละลายในโลหะจะเคลื่อนจากบริเวณที่ร้อนกว่าไปยังบริเวณที่เย็นกว่า เมื่อถึงสภาวะที่เหมาะสม คาร์บอนจะตกผลึกบนเมล็ดเพชรและเรียงตัวต่อจากโครงสร้างเดิม ทำให้ผลึกค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติบโตของเนื้อเพชรจริง ไม่ใช่การเคลือบวัสดุอื่นให้ดูเหมือนเพชร โลหะมีบทบาทช่วยในกระบวนการเติบโต ส่วนโครงสร้างหลักของผลึกที่ได้เป็นคาร์บอนในรูปแบบของเพชร อย่างไรก็ตาม โลหะบางส่วนอาจติดอยู่ภายในเป็นสิ่งเจือปนได้ ซึ่งต้องตรวจสอบในขั้นตอนประเมินคุณภาพ
ขั้นตอนที่ 4 ควบคุมสีและความสะอาดของผลึก
แม้จะผลิตในสภาวะควบคุม แต่เพชร HPHT แต่ละเม็ดก็ไม่ได้มีคุณภาพเหมือนกันทั้งหมด ผู้ผลิตต้องดูแลทั้งสภาวะการเติบโตและองค์ประกอบภายในระบบ เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อสีและลักษณะภายในของเพชร
ตัวอย่างเช่น ไนโตรเจนอาจทำให้เกิดสีเหลือง ส่วนโบรอนอาจทำให้เกิดสีน้ำเงิน ขณะที่โลหะจากกระบวนการผลิตอาจติดอยู่ในผลึกเป็นตำหนิ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเพชร HPHT ทุกเม็ดจะมีสีหรือตำหนิที่มองเห็นได้ เทคโนโลยีการผลิตสามารถควบคุมสิ่งเจือปนเพื่อสร้างเพชรไร้สีได้เช่นกัน
สำหรับผู้เลือกซื้อ ประเด็นนี้ช่วยอธิบายว่า คำว่า HPHT บอกวิธีผลิต แต่ไม่ได้บอกระดับคุณภาพของเพชรเม็ดนั้นทั้งหมด การประเมินจึงต้องพิจารณาลักษณะของเพชรแต่ละเม็ดประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ 5 แยกเพชรดิบและเตรียมเจียระไน
เมื่อผลึกเติบโตถึงขนาดที่ต้องการ ผู้ผลิตจะลดอุณหภูมิและแรงดันตามขั้นตอน ก่อนนำแคปซูลออกและแยกเพชรออกจากโลหะกับวัสดุที่เหลืออยู่ เพชรที่ได้ในช่วงนี้ยังเป็นเพชรดิบ จึงยังไม่มีรูปทรงและเหลี่ยมเจียระไนเหมือนเพชรในเครื่องประดับ
ขั้นตอนต่อมาคือการตรวจสอบผลึกและวางแผนตัด โดยพิจารณารูปร่าง ตำแหน่งสิ่งเจือปน และส่วนที่เหมาะกับการนำมาเจียระไน น้ำหนักของเพชรดิบจึงไม่ใช่น้ำหนักกะรัตสุดท้ายของเพชรที่พร้อมใช้งาน เพราะต้องนำเนื้อเพชรบางส่วนออกระหว่างการตัดและขัดเงา
ความเปล่งประกายที่ผู้ซื้อเห็นจึงไม่ได้เกิดจากวิธีผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการเจียระไนที่ทำให้แสงเดินทางและสะท้อนภายในเพชรด้วย
วิธีผลิตเพชร CVD ทีละขั้นตอน
![]()
เป็นวิธีผลิตเพชรโดยใช้ก๊าซที่มีคาร์บอนเป็นวัตถุดิบ ภายในห้องปฏิกิริยาความดันต่ำ พลังงานจะกระตุ้นก๊าซให้เกิดปฏิกิริยา ก่อนที่คาร์บอนจะเข้าไปสร้างผลึกใหม่บนแผ่นเมล็ดเพชร
จุดที่ต่างจาก HPHT คือ CVD ไม่ใช้โลหะหลอมเหลวเป็นตัวทำละลายคาร์บอน แต่ใช้ปฏิกิริยาของก๊าซเพื่อให้เพชรเติบโตทีละชั้น วิธีนี้จึงต้องควบคุมทั้งส่วนผสมของก๊าซ พลังงาน และสภาพพื้นผิวที่ผลึกจะเติบโต
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมแผ่นเมล็ดเพชร
ผู้ผลิตเตรียมเมล็ดเพชรเป็นแผ่นบาง ขัดพื้นผิวและทำความสะอาดก่อนนำเข้าเครื่อง แผ่นนี้ทำหน้าที่เป็นฐานและต้นแบบของโครงสร้างผลึก เพื่อให้คาร์บอนที่เข้ามาใหม่เรียงตัวต่อเป็นเพชรได้อย่างเป็นระเบียบ
คุณภาพของเมล็ดตั้งต้นมีความสำคัญ เพราะทิศทางของผลึกและสภาพพื้นผิวส่งผลต่อการเติบโตของเนื้อเพชรใหม่ การเตรียมเมล็ดจึงเป็นมากกว่าการเลือกแผ่นเพชรให้มีขนาดพอดีกับเครื่อง แต่เป็นการเตรียมฐานสำหรับการเติบโตของผลึกตลอดกระบวนการ
ขั้นตอนที่ 2 จัดสภาวะภายในห้องปฏิกิริยา
แผ่นเมล็ดเพชรจะถูกวางบนฐานรองภายในเครื่อง จากนั้นระบบจะลดความดันและควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการเติบโต โดย CVD ใช้อุณหภูมิต่ำกว่า HPHT โดยทั่วไปอาจอยู่ประมาณ 700–1,200 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับระบบและเงื่อนไขการผลิต
แม้จะเรียกว่าเป็นการผลิตในห้องสุญญากาศ แต่ระหว่างการเติบโต ภายในห้องยังมีก๊าซที่ใช้ทำปฏิกิริยาอยู่ภายใต้ความดันที่ควบคุมไว้ การลดความดันจึงไม่ได้หมายถึงการนำก๊าซออกทั้งหมด แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับกระบวนการสร้างเพชร
ขั้นตอนที่ 3 เติมก๊าซและกระตุ้นให้เกิดพลาสมา
ระบบจะเติมก๊าซไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซที่มีคาร์บอน เช่น มีเทน แล้วใช้แหล่งพลังงาน ซึ่งมักเป็นไมโครเวฟ กระตุ้นก๊าซให้เกิดพลาสมาและสร้างอนุภาคที่พร้อมทำปฏิกิริยาบนพื้นผิวเมล็ดเพชร
ก๊าซแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกัน มีเทนเป็นแหล่งคาร์บอน ส่วนไฮโดรเจนช่วยสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตของเพชร โดยไฮโดรเจนในรูปอะตอมช่วยกำจัดกราไฟต์และคาร์บอนรูปแบบอื่นที่ไม่ต้องการออกจากพื้นผิว
การมีคาร์บอนอยู่ในระบบจึงยังไม่เพียงพอ ต้องควบคุมให้คาร์บอนสร้างโครงสร้างเพชรได้ด้วย เพราะคาร์บอนชนิดเดียวกันสามารถจัดเรียงตัวเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติต่างกัน เช่น เพชรหรือกราไฟต์
ขั้นตอนที่ 4 ให้ผลึกเพชรเติบโตทีละชั้น
อนุภาคที่มีคาร์บอนจากก๊าซจะเข้าทำปฏิกิริยาบนพื้นผิวเมล็ดเพชร และสร้างพันธะต่อจากโครงสร้างผลึกเดิม เมื่อกระบวนการดำเนินต่อไป ชั้นเพชรใหม่จะค่อย ๆ หนาขึ้นจนได้ผลึกที่มีขนาดเหมาะกับการนำไปเจียระไน
คำว่า “เติบโตเป็นชั้น” หมายถึงการสร้างผลึกต่อเนื่องในระดับอะตอม ไม่ใช่การนำแผ่นเพชรหลายแผ่นมาติดเข้าด้วยกัน โดยเนื้อเพชรที่เติบโตใหม่จะเรียงตัวตามโครงสร้างของเมล็ดตั้งต้น
ระหว่างการผลิต ผู้ผลิตอาจหยุดกระบวนการเพื่อนำผลึกออกมากำจัดคาร์บอนที่ไม่ใช่เพชร แล้วนำกลับเข้าเครื่องเพื่อเติบโตต่อ การหยุดเป็นช่วง ๆ จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพ ไม่ได้หมายความว่าการผลิตล้มเหลวเสมอไป
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบผลึกและพิจารณาการปรับปรุงสี
เมื่อได้ผลึกตามเป้าหมาย ผู้ผลิตจะตรวจสอบความหนา สี และลักษณะภายใน ก่อนวางแผนตัดและเจียระไน เพชร CVD บางเม็ดอาจมีโทนสีน้ำตาลหลังการเติบโต และอาจผ่านการปรับปรุงสีด้วยแรงดันและอุณหภูมิสูง หรือ HPHT เพื่อให้สีเปลี่ยนไปตามเป้าหมาย กระบวนการที่ทำหลังจากผลึกเติบโตแล้วเรียกว่า Post-Growth Treatment
เพชรที่เติบโตด้วย CVD แล้วผ่าน HPHT เพื่อปรับปรุงสี ยังคงเป็นเพชรที่ผลิตด้วย CVD เพราะวิธีการเติบโตและการปรับปรุงหลังการเติบโตเป็นข้อมูลคนละส่วน การผ่าน HPHT ภายหลังไม่ได้เปลี่ยนแหล่งกำเนิดให้กลายเป็นเพชร HPHT-grown
หลังผลิตเสร็จ เพชรแล็บต้องผ่านอะไรบ้าง
การได้ผลึกเพชรดิบไม่ได้หมายความว่าเพชรพร้อมนำไปทำเครื่องประดับทันที เพชรยังต้องผ่านการตรวจสอบ วางแผนตัด เจียระไน ขัดเงา และประเมินคุณภาพอย่างละเอียด เพื่อเปลี่ยนผลึกดิบให้มีรูปทรงและการสะท้อนแสงที่สวยงาม
วิธีผลิตแบบ HPHT หรือ CVD ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าเพชรเม็ดใดสวยกว่ากันโดยอัตโนมัติ คุณภาพของเพชรสำเร็จรูปต้องพิจารณาเป็นรายเม็ดจากสัดส่วนการเจียระไน สี ความสะอาด น้ำหนักกะรัต และข้อมูลในใบรับรอง
การตัดแต่งเพชรดิบ
เพชรดิบจะถูกสแกนเพื่อดูรูปร่าง โครงสร้างภายใน และตำแหน่งของตำหนิ ช่างจึงสามารถวางแผนว่าจะตัดส่วนใดออกและควรเลือกทรงใดเพื่อรักษาน้ำหนักกับคุณภาพของเพชรให้ได้มากที่สุด
ส่วนที่เป็นเมล็ดเพชรเดิม ขอบผลึกที่ไม่สมบูรณ์ และบริเวณที่มีคาร์บอนรูปแบบอื่นอาจถูกตัดออก ขั้นตอนนี้ต้องหาสมดุลระหว่างขนาด ความสะอาด และรูปทรงที่ตลาดต้องการ
การเจียระไนให้เกิดประกาย
หลังตัดแต่ง เพชรจะถูกขึ้นรูป เจียระไนเหลี่ยม และขัดเงา ความสวยงามของประกายไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสัดส่วน มุมของเหลี่ยม ความสมมาตร และคุณภาพการขัดผิว
เพชรที่เจียระไนได้สัดส่วนจะรับและสะท้อนแสงกลับสู่สายตาได้ดี จึงดูสว่างและมีประกายมากกว่าเพชรที่มีน้ำหนักเท่ากันแต่สัดส่วนไม่เหมาะสม ผู้ซื้อจึงควรพิจารณาคุณภาพการเจียระไนควบคู่กับขนาดกะรัตเสมอ
การตรวจคุณภาพและออกใบรับรอง
เพชรที่เจียระไนแล้วสามารถส่งตรวจโดยสถาบันอัญมณีศาสตร์ เช่น GIA หรือ IGI เพื่อยืนยันว่าเป็นเพชรแล็บและประเมินคุณภาพตามหลัก 4C ได้แก่ น้ำหนักกะรัต สี ความสะอาด และการเจียระไน รายงานบางรูปแบบอาจระบุวิธีการเติบโตและการปรับปรุงคุณภาพหลังการผลิตด้วย
ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขรายงานกับฐานข้อมูลของสถาบัน รวมถึงเปรียบเทียบข้อมูลในใบรับรองกับหมายเลขเลเซอร์บนขอบเพชร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีดูใบเซอร์ Lab Grown Diamond ให้มั่นใจ
หากคุณกำลังมองหา Lab Grown Diamond (คนไทยเรียกว่าเพชรแล็บ / เพชรแลบ) พร้อมใบรับรองมาตรฐาน และต้องการคำแนะนำในการเลือกเพชรให้เหมาะกับงบประมาณและการใช้งาน ทีมงาน GLOW Diamond ยินดีให้คำปรึกษา สามารถ เลือกชมสินค้า Lab Grown Diamond (คนไทยเรียกเพชรแล็บ / เพชรแลบ) หรือ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของ Glow Diamond เพื่อเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนตัดสินใจ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lab Grown Diamond (คนไทยมักเรียกว่าเพชรแล็บ / เพชรแลบ)
GLOW Diamond เราเป็นสมาชิกสมาคมจิวเวลรี่ถึง 2 แห่งที่เป็นมาตรฐานของเมืองไทย
- สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ
- สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย
- โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ GIT
- ได้รางวัลการออกแบบจากฝรั่งเศส (Carlin)


